Sample Sidebar Module

This is a sample module published to the sidebar_top position, using the -sidebar module class suffix. There is also a sidebar_bottom position below the menu.

หน้าแรก

กฎหมายไทย

ครอบครัว

ธุรกิจ

ทรัพย์สิน

อื่นๆ

บริการออนไลน์

เกี่ยวกับเรา

กฎหมายแห่งประเทศไทย

ค้นหาเว็บไซต์ของเรา

|
084-471-5775
  • English (UK)
  • fr-FR
  • English (UK)
Consultation

พระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ พ.ศ.2538

หมวด 1 บททั่วไป


มาตรา 7
ให้สถาบันราชภัฏเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนา ท้องถิ่น มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษาวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ปรับปรุง ถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยี ทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ผลิตครูและส่งเสริมวิทยฐานะครู
ให้สถาบันเป็นส่วนราชการในสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ สังกัด กระทรวงศึกษาธิการ
มาตรา 8 การจัดตั้งสถาบัน การรวมสถาบัน การยุบเลิกสถาบัน การเปลี่ยนชื่อต่อท้ายสถาบัน และ
การยกฐานะสถานศึกษาในสังกัด กระทรวงศึกษาธิการขึ้นเป็นสถาบันต้องได้รับความเห็นชอบจาก คณะกรรมการสภาสถาบันและให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
มาตรา 9 ถ้า
มีกิจการใดอันอยู่ในวัตถุประสงค์ของสถาบันตั้งแต่ สองสถาบันขึ้นไปที่จะร่วมกันทำเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการและ การพัฒนาการศึกษาของสถาบันให้จัดตั้งองค์กรขึ้นเป็นกลุ่มสถาบัน เพื่อดำเนินกิจการดังกล่าวได้ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะ กรรมการสภาสถาบัน
การจัดตั้งและการยุบเลิกกลุ่มสถาบัน ให้เป็นไปตามข้อบังคับของ คณะกรรมการสภาสถาบัน
การเลือกประธานกลุ่มสถาบันและกรรมการกลุ่มสถาบัน วาระของ ประธานกลุ่มสถาบันและกรรมการกลุ่มสถาบัน และระเบียบการดำเนิน กิจการของกลุ่มสถาบันให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการ สภาสถาบัน
มาตรา 10 สถาบันอาจแบ่งส่วนราชการ ดังนี้
(1) สำนักงานอธิการบดี
(2) บัณฑิตวิทยาลัย
(3) คณะ
(4) สำนักวิจัย
(5) หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
ส่วนราชการตามวรรคหนึ่งมีฐานะเทียบเท่ากอง
สำนักงานอธิการบดีอาจแบ่งเป็นฝ่ายหรือส่วนราชการที่เรียกชื่อ อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าฝ่าย
บัณฑิตวิทยาลัยและคณะอาจแบ่งเป็นสำนักงานเลขานุการหรือ ภาควิชา
สำนักวิจัยและหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า คณะอาจแบ่งเป็นสำนักงานเลขานุการฝ่าย หรือส่วนราชการที่เรียกชื่อ อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าฝ่าย
มาตรา 11 การจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิก สำนักงาน อธิการบดี บัณฑิตวิทยาลัย คณะ สำนักวิจัย หรือหน่วยงานที่เรียกชื่อ อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ตลอดจนการแบ่งส่วนราชการในส่วน ราชการดังกล่าว ให้ทำเป็นประกาศกระทรวงศึกษาธิการ
มาตรา 12 ภายใต้วัตถุประสงค์ตาม
มาตรา 7 สถาบัน จะรับสถาบัน อุดมศึกษาหรือสถาบันวิจัยอื่นเข้าสมทบในสถาบันก็ได้ และมีอำนาจให้ ปริญญาอนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรชั้นใดชั้นหนึ่งแก่ผู้สำเร็จการศึกษา จากสถาบันสมทบนั้นได้
การรับเข้าสมทบหรือการยกเลิกการสมทบซึ่งสถาบันอุดมศึกษาหรือ สถาบันวิจัย ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน และ ให้ทำเป็นประกาศกระทรวงศึกษาธิการ
การควบคุมสถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันวิจัยที่เข้าสมทบในสถาบัน ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน
มาตรา 13 ให้กระทรวงศึกษาธิการจัดสรรเงินงบประมาณให้แก่ สำนักงานตามที่เห็นสมควรเพื่อดำเนินกิจการของสถาบัน ทั้งนี้ โดยแยก เป็นพิเศษจากงบประมาณ เพื่อการอื่นของสำนักงาน
นอกจากเงินที่กำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดิน สำนักงานอาจมี รายได้และทรัพย์สิน ดังนี้
(1) เงินผลประโยชน์และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่สถาบันแต่ละแห่ง ได้รับจากการดำเนินกิจการของสถาบัน
(2) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้มาจากการใช้ที่ราชพัสดุที่สำนักงาน ปกครองดูแล หรือใช้ประโยชน์เพื่อการดำเนินกิจการของสถาบัน
(3) เงินและทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่สำนักงานหรือสถาบันเพื่อใช้ ในการดำเนินกิจการของสถาบัน
(4) เงินอุดหนุนจากราชการส่วนท้องถิ่นที่ให้แก่สำนักงานหรือสถาบัน เพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของสถาบัน
(5) รายได้หรือผลประโยชน์อื่น ๆ
ให้สำนักงานมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และ
จัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสำนักงานที่มีไว้เพื่อการดำเนินกิจการ ของสถาบันทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุและที่เป็น ทรัพย์สินอื่นตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน
ราย
ได้ที่สำนักงานได้รับจากการดำเนินกิจการของสถาบันแต่ละแห่ง ไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง และกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
มาตรา 14 บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่สำนักงานได้มาโดยมีผู้ยก ให้แก่สำนักงานเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสถาบัน หรือ
ได้มา โดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่สำนักงาน เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสถาบันตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ และให้เป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงาน
มาตรา 15 บรรดารายได้และทรัพย์สินที่สำนักงานได้มาเพื่อ ประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสถาบันแห่งใด หรือได้มาเนื่องจากการ ดำเนินกิจการของสถาบันแห่งใด สำนักงานจะต้องจัดสรรเพื่อประโยชน์ ในการดำเนินกิจการของสถาบันแห่งนั้น
การจัดสรรรายได้และทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง ให้อยู่ภายในขอบ วัตถุประสงค์ของสถาบันตาม
มาตรา 7 และเงื่อนไขที่ผู้ให้กำหนดไว้ ทั้งนี้ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน
มาตรา 16 การจัดการรายได้และทรัพย์สินที่สถาบันได้รับจัดสรร ตาม
มาตรา 15 ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน และเงื่อนไขที่ผู้ให้กำหนดไว้

หมวด 2 การดำเนินกิจการ


มาตรา 17 ให้มีคณะกรรมการสภาสถาบัน ประกอบด้วย
(1) ประธานกรรมการสภาสถาบัน ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการมอบหมาย
(2) รองประธานกรรมการสภาสถาบัน ได้แก่ ปลัดกระทรวง ศึกษาธิการ
(3) กรรมการสภาสถาบันแปดคน ซึ่งเลือกจากอธิการบดีของสถาบัน
(4) กรรมการสภาสถาบันแปดคน ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำของ สถาบัน
(5) กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิสิบหกคน ซึ่งจะได้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้า แต่งตั้งจากบุคคลภายนอก โดยคำแนะนำของ ประธานกรรมการสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันตาม (2) (3) และ (4)
ให้เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้สำนักงาน ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการสภาสถาบัน รับผิดชอบ งานธุรการ งานประชุม การศึกษาหาข้อมูลและกิจการต่าง ที่เกี่ยวกับ งานของคณะกรรมการสภาสถาบัน
หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา และคุณสมบัติของกรรมการสภาสถาบัน ผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน
คุณสมบัติของผู้รับเลือก ตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมการ สภาสถาบันตาม (3) และ (4) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการ สภาสถาบัน
มาตรา 18 กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิตาม มาตรา 17(5) มีวาระอยู่ในตำแหน่งสองปี และจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า แต่งตั้งใหม่ อีกได้
กรรมการสภาสถาบันตาม มาตรา 17 (3) และ (4) มีวาระอยู่ใน ตำแหน่งสองปี และอาจได้รับเลือกใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกิน สองวาระติดต่อกันมิได้
มาตรา 19 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตาม มาตรา 18 กรรมการสภาสถาบันพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) ขาดคุณสมบัติของการเป็นกรรมการสภาสถาบันในประเภทนั้น
ในกรณีที่กรรมการสภาสถาบันพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ และได้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้า แต่งตั้งหรือได้มีการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว ให้ผู้ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า แต่งตั้งหรือผู้ซึ่งได้รับเลือกนั้น อยู่ใน ตำแหน่งเพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
ในกรณีที่กรรมการสภาสถาบันพ้นจากตำแหน่งตามวาระแต่ยังมิได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า แต่งตั้งกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ หรือยังมิได้เลือกกรรมการสภาสถาบันอื่นขึ้นใหม่ ให้กรรมการสภาสถาบัน ซึ่งพ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า แต่งตั้งกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ หรือได้มีการเลือกกรรมการ สภาสถาบันอื่นขึ้นใหม่แล้ว
ในกรณีที่กรรมการสภาสถาบันพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระไม่เกิน เก้าสิบวัน คณะกรรมการสภาสถาบันจะไม่ดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณา โปรดเกล้า แต่งตั้งหรือเลือกกรรมการสภาสถาบันขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่าง ก็ได้
มาตรา 20 คณะกรรมการสภาสถาบันมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้
(1) วางนโยบายและกำกับแผนพัฒนาของสถาบันเกี่ยวกับ การศึกษาการวิจัย การให้บริการทางวิชาการแก่สังคม การปรับปรุง การถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยี การทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม การผลิตครู และการส่งเสริมวิทยฐานะของครู
(2) วางระเบียบและออกข้อบังคับต่าง เกี่ยวกับการดำเนิน กิจการของสถาบันและอาจมอบให้สถาบันแต่ละแห่งเป็นผู้วางระเบียบ และออกข้อบังคับสำหรับสถาบันนั้น เป็นเรื่อง ไปได้
(3) พิจารณาการจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกส่วนราชการ ของสถาบันตามมาตรา 11 รวมทั้งการแบ่งส่วนราชการในส่วนราชการ ดังกล่าว
(4) อนุมัติการรับสถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันวิจัยอื่นเข้าสมทบ ในสถาบันหรือการยกเลิกการสมทบของสถาบันดังกล่าว
(5) พิจารณาให้ความเห็นชอบการจัดตั้งสถาบัน การรวมสถาบัน การยกเลิกสถาบัน การเปลี่ยนชื่อสถาบัน การยกฐานะสถานศึกษาในสังกัด กระทรวงศึกษาธิการขึ้นเป็นสถาบันและการรวมกลุ่มสถาบัน
(6) พิจารณาให้ความเห็นชอบหลักสูตรการศึกษาของสถาบัน
(7) กำกับมาตรฐานการศึกษาและการเปิดสอนของสถาบัน และ ติดตามประเมินผลการดำเนินงานของสถาบัน
(8) พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า เกี่ยวกับ การแต่งตั้งการถอดถอนและการพ้นจากตำแหน่งของนายกสภาประจำ สถาบันกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ อธิการบดี ศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ
(9) แต่งตั้งประธานสภาวิชาการ รองอธิการบดี ผู้อำนวยการ สำนักงานอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนักวิจัย หัวหน้าหน่วยงาน ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์พิเศษ และผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ และให้ผู้ดำรง ตำแหน่งดังกล่าวพ้นจากตำแหน่ง
(10) พิจารณาให้ความเห็นชอบงบประมาณแผ่นดินของสถาบัน วางระเบียบและออกข้อบังคับเกี่ยวกับงบประมาณ การเงิน และทรัพย์สิน ของสถาบัน
(11) พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการศึกษา การฝึกหัดครู และ ปัญหาทางการศึกษาอื่น ตามที่กระทรวงศึกษาธิการหารือ
(12) พิจารณากำหนดเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของคณะกรรมการ สภาสถาบันและเห็นชอบการกำหนดเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของสถาบัน
(13) แต่งตั้งคณะกรรมการ อนุกรรมการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อกระทำการใด อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการสภา สถาบัน
(14) ส่งเสริม สนับสนุน และแสวงหาวิธีการเพื่อพัฒนาความ ก้าวหน้าของสถาบัน ตลอดจนการปฏิบัติภารกิจร่วมกันของสถาบัน
(15) มีอำนาจหน้าที่อื่นเกี่ยวกับกิจการของสถาบันที่มิได้ระบุให้เป็น อำนาจและหน้าที่ของผู้ใดโดยเฉพาะ

มาตรา 21 การประชุมของคณะกรรมการสภาสถาบัน ให้เป็นไป ตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน
มาตรา 22 ให้มีสภาวิชาการ ประกอบด้วย
(1) ประธานสภาวิชาการ ซึ่งคณะกรรมการสภาสถาบันแต่งตั้ง
(2) กรรมการสภาวิชาการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ผู้แทนทบวง มหาวิทยาลัยหนึ่งคน และเลขาธิการ
(3) กรรมการสภาวิชาการแปดคน ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำ ของสถาบัน
(4) กรรมการสภาวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิสิบคน ซึ่งแต่งตั้งจากบุคคล ภายนอกโดยคำแนะนำของประธานสภาวิชาการและกรรมการสภาวิชาการ ตาม (2) และ (3)
หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา และคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งประธาน สภาวิชาการและกรรมการสภาวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เป็นไปตามข้อ บังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน
คุณสมบัติของผู้รับเลือก ตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการเลือก กรรมการสภาวิชาการตาม (3) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการ สภาสถาบัน
ให้ประธานสภาวิชาการแต่งตั้งรองเลขาธิการคนหนึ่งเป็นเลขานุการ สภาวิชาการโดยคำแนะนำของเลขาธิการ
มาตรา 23 ประธานสภาวิชาการและกรรมการสภาวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระอยู่ในตำแหน่งสองปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้
กรรมการสภาวิชาการตาม มาตรา 22(3) มีวาระอยู่ในตำแหน่ง สองปี และอาจได้รับเลือกใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระ ติดต่อกันมิได้
มาตรา 24 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตาม มาตรา 23 ประธานสภาวิชาการและกรรมการสภาวิชาการตาม มาตรา 22 (3) และ (4) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) ขาดคุณสมบัติของการเป็นประธานสภาวิชาการหรือกรรมการ สภาวิชาการในประเภทนั้น
ในกรณีที่ประธานสภาวิชาการหรือกรรมการสภาวิชาการตาม มาตรา 22 (3) หรือ (4) พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ และได้มีการแต่งตั้ง หรือได้มีการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว ให้ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งหรือผู้ซึ่ง ได้รับเลือกนั้นอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
ในกรณีที่ประธานสภาวิชาการหรือกรรมการสภาวิชาการตาม มาตรา 22 (3) และ (4) พ้น จากตำแหน่งตามวาระ แต่ยังมิได้แต่งตั้งหรือ เลือกผู้ดำรงตำแหน่งขึ้นใหม่ ให้ประธานสภาวิชาการหรือกรรมการสภา วิชาการซึ่งพ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้มีการแต่งตั้ง ประธานสภาวิชาการหรือกรรมการสภาวิชาการตาม มาตรา 22 (4) หรือ ได้มีการเลือกกรรมการสภาวิชาการตาม มาตรา 22 (3) ขึ้นใหม่แล้ว
ในกรณีที่กรรมการสภาวิชาการตาม มาตรา 22 (3) หรือ (4)  พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระไม่เกินเก้าสิบวัน คณะกรรมการสภาสถาบัน จะไม่ดำเนินการเพื่อให้มีการแต่งตั้งหรือเลือกกรรมการสภาวิชาการขึ้น แทนตำแหน่งที่ว่างก็ได้
มาตรา 25 สภาวิชาการมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้
(1) เสนอความเห็นและให้คำปรึกษาแก่คณะกรรมการสภาสถาบัน ในเรื่องเกี่ยวกับวิชาการของสถาบัน
(2) เสนอความเห็นเกี่ยวกับการเปิด การรวม การยกเลิก สาขาวิชาของสถาบัน รวมทั้งการเปิดสอนในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรีต่อ คณะกรรมการสภาสถาบัน
(3) เสนอวิธีการอันจะทำให้การศึกษา การวิจัย การให้บริการ ทางวิชาการแก่สังคม การปรับปรุง การถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยี การทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม การผลิตครู และการส่งเสริมวิทยฐานะครู เจริญยิ่งขึ้น
(4) แต่งตั้งคณะกรรมการ อนุกรรมการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อกระทำการใด อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของสภาวิชาการ
มาตรา 26 การประชุมของสภาวิชาการให้เป็นไปตามข้อบังคับ ของคณะกรรมการสภาสถาบัน
มาตรา 27 ในสถาบันแต่ละแห่งให้มีสภาประจำสถาบัน ประกอบ ด้วย
(1) นายกสภาประจำสถาบัน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง
(2) อุปนายกสภาประจำสถาบัน ได้แก่ อธิการบดี
(3) กรรมการสภาประจำสถาบันสามคม ซึ่งเลือกจากผู้ดำรง ตำแหน่งรองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนักวิจัย และหัวหน้า หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
(4) กรรมการสภาประจำสถาบันสี่คน ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำ ในสถาบัน
(5) กรรมการสภาประจำสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิแปดคน ซึ่งแต่งตั้ง จากบุคคลภายนอกโดยคำแนะนำของนายกสภาประจำสถาบัน อุปนายก สภาประจำสถาบัน และกรรมการสภาประจำสถาบันตาม (3) และ (4)
ให้ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีเป็นกรรมการและเลขานุการ
หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา และคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งนายก สภาประจำสถาบันและกรรมการสภาประจำสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เป็น ไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน
คุณสมบัติของผู้รับเลือก ตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการเลือก กรรมการสภาประจำสถาบันตาม (3) และ (4) ให้เป็นไปตามข้อบังคับ ของคณะกรรมการสภาสถาบัน
มาตรา 28 นายกสภาประจำสถาบันและกรรมการสภาประจำ สถาบันผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระอยู่ในตำแหน่งสองปี และจะทรงพระกรุณา โปรดเกล้า แต่งตั้ง หรืออาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้
กรรมการสภาประจำสถาบันตาม มาตรา 27 (3) และ (4) มีวาระ อยู่ในตำแหน่งสองปี และอาจได้รับเลือกใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่ง เกินสองวาระติดต่อกันมิได้
มาตรา 29 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 28 นายกสภาประจำสถาบันและกรรมการสภาประจำสถาบันตาม มาตรา 27 (3) (4) และ (5) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) ขาดคุณสมบัติของการเป็นนายกสภาประจำสถาบันหรือกรรมการ สภาประจำสถาบันในประเภทนั้น
ในกรณีที่นายกสภาประจำสถาบันหรือกรรมการสภาประจำสถาบัน ตาม มาตรา 27 (3) (4) หรือ (5) พ้น จากตำแหน่งก่อนวาระ และได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า แต่งตั้ง หรือได้มีการเลือกหรือได้มีการแต่งตั้ง ผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว ให้ผู้ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า แต่งตั้งหรือ ผู้ซึ่งได้รับเลือก หรือผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่า กับวาระ ที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
ในกรณีที่นายกสภาประจำสถาบันหรือกรรมการสภาประจำสถาบัน ตาม มาตรา 27 (3) (4) หรือ (5) พ้น จากตำแหน่งตามวาระ แต่ยังมิได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า แต่งตั้ง หรือเลือก หรือแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่ง ขึ้นใหม่ ให้นายกสภาประจำสถาบันหรือกรรมการสภาประจำสถาบันซึ่ง พ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า แต่งตั้งนายกสภาประจำสถาบัน หรือได้มีการแต่งตั้งกรรมการสภาประจำ สถาบันตาม มาตรา27 (5) หรือได้มีการเลือกกรรมการสภาประจำสถาบัน ตาม มาตรา 27 (3) และ (4) ขึ้นใหม่แล้ว
ในกรณีที่กรรมการสภาประจำสถาบันตาม มาตรา 27 (3) (4)  หรือ (5) พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระไม่เกินเก้าสิบวัน สภาประจำสถาบัน จะไม่ดำเนินการเพื่อให้มีการเลือกหรือให้มีการแต่งตั้งกรรมการสภาประจำ สถาบันขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างก็ได้
มาตรา 30 สภาประจำสถาบันมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้
(1) กำกับดูแลให้สถาบันปฏิบัติตามนโยบายและแผนพัฒนาสถาบัน ตามที่คณะกรรมการสภาสถาบันกำหนด
(2) วางระเบียบและออกข้อบังคับของสถาบัน ทั้งนี้ โดยไม่ขัดต่อ ระเบียบและข้อบังคับของคระกรรมการสภาสถาบัน รวมทั้งวางระเบียบ และออกข้อบังคับอื่นตามที่คณะกรรมการสภาสถาบันมอบหมาย
(3) เสนอการจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกส่วนราชการของ สถาบันตามมาตรา 11 รวมทั้งการแบ่งส่วนราชการในส่วนราชการดังกล่าว ต่อคณะกรรมการสภาสถาบัน
(4) พิจารณาเสนอการรับสถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันวิจัยอื่นเข้า สมทบในสถาบันหรือการยกเลิกการสมทบของสถาบันดังกล่าวต่อคณะ กรรมการสภาสถาบัน
(5) อนุมัติหลักสูตรการศึกษาและการเปิดสอนของสถาบันให้ สอดคล้องกับมาตรฐานที่คณะกรรมการสภาสถาบันกำหนด
(6) พัฒนางานด้านวิชาการและควบคุมมาตรฐานการศึกษาของ สถาบัน
(7) อนุมัติการให้ปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา และ ประกาศนียบัตร
(8) แต่งตั้งรองผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี รองคณบดี รองผู้อำนวยการสำนักวิจัย และรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ และให้ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวพ้นจากตำแหน่ง
(9) สรรหาบุคคลเสนอต่อคณะกรรมการสภาสถาบันให้ดำเนินการ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า แต่งตั้งนายกสภาประจำสถาบันและ อธิการบดี
(10) เสนอการแต่งตั้งและถอดถอนศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์ พิเศษ ศาตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์พิเศษ และผู้ช่วย ศาสตราจารย์พิเศษต่อคณะกรรมการสภาสถาบัน
(11) พิจารณางบประมาณประจำปีที่เป็นเงินงบประมาณแผ่นดิน เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการสภาสถาบัน
(12) อนุมัติงบประมาณประจำปีจากรายได้ของสถาบันนอกจากที่ กำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดิน
(13) พิจารณารายงานการรับจ่ายเงินในรอบปีและรายงานการ ดำเนินกิจการของสถาบัน เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสภาสถาบันทราบ
(14) ให้คำปรึกษาและให้ความเห็นในกิจการของสถาบัน
(15) แต่งตั้งคณะกรรมการ อนุกรรมการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อกระทำการใด อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของสภาประจำสถาบัน
มาตรา 31 การประชุมของสภาประจำสถาบัน ให้เป็นไปตาม ข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน
มาตรา 32 ใน สถาบันแต่ละแห่ง ให้มีอธิการบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับ บัญชาและรับผิดชอบงานทั้งปวงของสถาบัน และจะให้มีรองอธิการบดีหรือ ผู้ช่วยอธิการบดี หรือมีทั้งรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดี คนหนึ่งหรือ หลายคน เพื่อช่วยปฏิบัติงานตามที่อธิการบดีมอบหมายก็ได้
มาตรา 33 ให้อธิการบดีปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการเฉพาะ ในส่วนที่เกี่ยวกับกิจการของสถาบัน และอธิการบดีจะมอบหมายให้รอง อธิการบดีปฏิบัติราชการแทนก็ได้
มาตรา 34 ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้อธิการบดีเป็น ผู้แทนสำนักงานในกิจการของสถาบัน ทั้งนี้ ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ ของคณะกรรมการสภาสถาบัน
มาตรา 35 อธิการบดีนั้นจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า แต่งตั้งโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสภาสถาบัน จากบุคคลที่มีคุณสมบัติ ตาม มาตรา 36
อธิการบดีมีวาระอยู่ในตำแหน่งสี่ปี และจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
รองอธิการบดี ให้คณะกรรมการสภาสถาบันแต่งตั้งโดยคำแนะนำของ อธิการบดีจากบุคคลที่มีคุณสมบัติตาม มาตรา 36
ผู้ช่วยอธิการบดี ให้อธิการบดีเป็นผู้แต่งตั้งจากบุคคลที่มีคุณสมบัติ ตาม มาตรา 37
เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่ง ให้รองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดี พ้นจากตำแหน่งด้วย
มาตรา 36 อธิการบดีและรองอธิการบดีต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
(1) ได้รับปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบัน อุดมศึกษาอื่นที่คณะกรรมการสภาสถาบันรับรอง และได้ทำการสอนหรือ มีประสบการณ์ด้านการบริหารในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่ คณะกรรมการสภาสถาบันรับรองมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปีหรือ เคยดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการสภาสถาบันหรือในสภา ประจำสถาบันหรือสภาสถาบันอุดมศึกษาอื่นมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อย กว่าสองปี หรือ
(2) ได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือ สถาบันอุดมศึกษาอื่นที่คณะกรรมการสภาสถาบันรับรอง และได้ทำการสอน หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่น ที่คณะกรรมการสภาสถาบันรับรองมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปีหรือ เคยดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการสภาสถาบันหรือในสภาประจำ สถาบันหรือในสภาสถาบันอุดมศึกษาอื่นมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี
มาตรา 37 ผู้ช่วยอธิการบดีต้องได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือ เทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่คณะกรรมการสภา สถาบันรับรอง
มาตรา 38 อธิการบดีมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้
(1) บริหารกิจการของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ ของคณะกรรมการสภาสถาบัน และของ สถาบัน รวมทั้งนโยบายและวัตถุประสงค์ของสถาบัน
(2) ควบคุมดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่น ของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ ข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน และข้อบังคับของสถาบัน
(3) เป็นผู้แทนของสถาบันในกิจการทั่วไป
(4) จัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของสถาบัน เพื่อเสนอต่อสภาประจำสถาบัน
(5) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามระเบียบและข้อบังคับของสถาบัน หรือตาม ที่สภาประจำสถาบันมอบหมาย
มาตรา 39 ใน กรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีไม่อาจปฏิบัติ ราชการได้ให้รองอธิการบดีเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองอธิการบดี หลายคน ให้รองอธิการบดีซึ่งอธิการบดีมอบหมายเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าอธิการบดีมิได้มอบหมายให้รองอธิการบดีซึ่งมีผู้อาวุโสสูงสุดเป็นผู้รักษา ราชการแทน
ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี หรือไม่มีผู้รักษาราชการแทน อธิการบดีตามวรรคหนึ่งหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้นายกสภา ประจำสถาบันแต่งตั้งกรรมการสภาประจำสถาบันคนใดคนหนึ่งตาม มาตรา 27 (3) เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีและรายงานให้คณะกรรมการ สภาสถาบันทราบ
มาตรา 40 ในสำนักงานอธิการบดี ให้มีผู้อำนวยการสำนักงาน อธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของสำนักงานอธิการบดี
ในคณะหรือบัณฑิตวิทยาลัย ให้มีคณบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและ รับผิดชอบงานของคณะหรือบัณฑิตวิทยาลัย
ในสำนักวิจัย ให้มีผู้อำนวยการสำนักวิจัยเป็นผู้บังคับบัญชาและ รับผิดชอบงานของสำนักวิจัย
ในหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้มีหัวหน้า หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะเป็นผู้บังคับบัญชา และรับผิดชอบงานของหน่วยงานนั้น
ในสำนักงานอธิการบดี บัณฑิตวิทยาลัย คณะ สำนักวิจัย และ หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ จะให้มีรอง ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี รองคณบดี รองผู้อำนวยการสำนักวิจัย หรือรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ แล้วแต่กรณี คนหนึ่งหรือหลายคนเพื่อช่วยปฏิบัติงานตามที่ผู้อำนวยการ สำนักงานอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยหรือหัวหน้าหน่วยงาน ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะมอบหมายก็ได้
มาตรา 41 สถาบัน ที่ได้มีการแบ่งส่วนราชการในสำนักงาน อธิการบดี บัณฑิตวิทยาลัย คณะ สำนักวิจัย หรือหน่วยงานที่เรียกชื่อ อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้มีหัวหน้าส่วนราชการนั้น เป็นผู้ บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของส่วนราชการนั้น และจะให้มีรอง หัวหน้าส่วนราชการนั้น คนหนึ่งหรือหลายคนเพื่อช่วยปฏิบัติงาน ตามที่หัวหน้าส่วนราชการนั้นมอบหมายก็ได้ ทั้งนี้ ให้อธิการบดีแต่งตั้ง โดยความเห็นชอบของสภาประจำสถาบัน
มาตรา 42 คณบดีนั้น ให้คณะกรรมการสภาสถาบันแต่งตั้งโดย คำแนะนำของสภาประจำสถาบันจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตาม มาตรา 43
คณบดีมีวาระอยู่ในตำแหน่งสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
รองคณบดีนั้น ให้สภาประจำสถาบันแต่งตั้งโดยคำแนะนำของคณบดี จากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตาม มาตรา 43
เมื่อคณบดีพ้นจากตำแหน่ง ให้รองคณบดีพ้นจากตำแหน่งด้วย
มาตรา 43 คณบดีและรองคณบดีต้องได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่ง หรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่คณะกรรมการ สภาสถาบันรับรอง และได้ทำการสอน หรือมีประสบการณ์ด้านการ บริหารในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่คณะกรรมการสภาสถาบัน รับรองมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามปี
มาตรา 44 คุณสมบัติ ของผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการ สำนักงานอธิการบดี ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักวิจัย และ หัวหน้าและรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า คณะ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน
มาตรา 45 ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี ผู้อำนวยการสำนัก วิจัย หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะนั้น ให้คณะกรรมการสภาสถาบันแต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภาประจำสถาบัน จากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 44
ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี ผู้อำนวยการสำนักวิจัย และ หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้มีวาระ อยู่ในตำแหน่งสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่ง เกินสองวาระติดต่อกันมิได้
รองผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี รองผู้อำนวยการสำนักวิจัย หรือรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้สภาประจำสถาบันแต่งตั้งโดยคำแนะนำของผู้อำนวยการสำนักงาน อธิการบดีผู้อำนวยการสำนักวิจัย หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่อ อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ แล้วแต่กรณี จากบุคคลผู้มีคุณสมบัติ ตาม มาตรา 44
เมื่อผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี ผู้อำนวยการสำนักวิจัย หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะพ้น จากตำแหน่งให้รองผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี รองผู้อำนวยการ สำนักวิจัย หรือรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า คณะ พ้นจากตำแหน่งด้วย
การดำเนินงานของสำนักงานอธิการบดี สำนักวิจัย หรือหน่วยงาน ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของ คณะกรรมการสภาสถาบัน
มาตรา 46 ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี รองคณบดี ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ หัวหน้าและรองหัวหน้า หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ จะดำรงตำแหน่ง ดังกล่าวเกินหนึ่งตำแหน่งในขณะเดียวกันมิได้
ผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งอยู่หนึ่งตำแหน่งแล้ว จะรักษาราชการ แทนตำแหน่งอื่นอีกหนึ่งตำแหน่งก็ได้ แต่ต้องไม่เกินหกเดือน
มาตรา 47 วิธีการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นอธิการบดี ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนักวิจัย และหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน

หมวด 3 คณาจารย์


มาตรา 48 คณาจารย์ประจำในสถาบันมีตำแหน่งทางวิชาการ ดังนี้
(1) ศาสตราจารย์
(2) รองศาสตราจารย์
(3) ผู้ช่วยศาตราจารย์
(4) อาจารย์
ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ต้องมีคุณวุฒิ ความสามารถทางการสอนและผลงานทางวิชาการตามกฎหมายว่าด้วย ระเบียบข้าราชการครู
อาจารย์ต้องได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าจากสถาบัน หรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่คณะกรรมการสภาสถาบันรับรอง หรือมีความ เชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน
ศาสตราจารย์นั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า แต่งตั้งโดย คำแนะนำของคณะกรรมการสภาสถาบัน
มาตรา 49 ศาสตราจารย์พิเศษนั้น จะได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้า แต่งตั้งจากผู้ซึ่งเป็นหรือเคยเป็นอาจารย์พิเศษในวิชา ที่ผู้นั้นมีความชำนาญเป็นพิเศษ โดยคำแนะนำของคณะกรรมการ สภาสถาบัน
หลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งและคุณสมบัติของศาสตราจารย์พิเศษ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน
มาตรา 50 คณะกรรมการสภาสถาบันอาจแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติ เหมาะสมและมิได้เป็นคณาจารย์ประจำในสถาบันเป็นรองศาสตราจารย์ พิเศษหรือผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษได้
สถาบันอาจแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมและมิได้เป็นคณาจารย์ ประจำในสถาบันเป็นอาจารย์พิเศษได้โดยคำแนะนำของคณบดีหรือหัวหน้า หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
หลักเกณฑ์ วิธีการแต่งตั้ง และคุณสมบัติของรองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ และอาจารย์พิเศษ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของ คณะกรรมการสภาสถาบัน
มาตรา 51 ศาสตราจารย์ซึ่งมีความรู้ความสามารถและความ เชี่ยวชาญเป็นพิเศษ และพ้นจากหน้าที่ในสถาบันไปแล้ว คณะกรรมการ สภาสถาบันอาจแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณในวิชาที่ศาสตราจารย์ นั้นมีความเชี่ยวชาญได้
หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งศาสตราจารย์เกียรติคุณ ให้เป็นไป ตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน
มาตรา 52 ให้ผู้เป็นศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ ศาสตราจารย์ เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรือผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ มีสิทธิใช้ชื่อศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์ พิเศษ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรือผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ แล้วแต่กรณี เป็นคำนำ หน้านาม เพื่อแสดงวิทยฐานะได้ตลอดไป

หมวด 4 ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ


มาตรา 53 ปริญญามีสามชั้นคือ
ปริญญาเอก เรียกว่า ดุษฎีบัณฑิต ใช้อักษรย่อ ด.
ปริญญาโท เรียกว่า มหาบัณฑิต ใช้อักษรย่อ ม.
ปริญญาตรี เรียกว่า บัณฑิต ใช้อักษรย่อ บ.
มาตรา 54 สถาบันมีอำนาจให้ปริญญาในสาขาวิชาที่มีการสอน ในสถาบันได้
การกำหนดให้สาขาวิชาใดมีปริญญาชั้นใด และจะใช้อักษรย่อ สำหรับสาขาวิชานั้นอย่างไรให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
มาตรา 55 คณะกรรมการสภาสถาบันอาจออกข้อบังคับให้ผู้สำเร็จ การศึกษาชั้นปริญญาตรีได้รับปริญญาเกียรตินิยมได้
มาตรา 56 คณะกรรมการสภาสถาบันอาจออกข้อบังคับกำหนด ให้มีประกาศนียบับัณฑิต อนุปริญญา และประกาศนียบัตรสำหรับ สาขาวิชาใดได้ดังนี้
(1) ประกาศนียบัตรบัณฑิต ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขา วิชาใดสาขาวิชาหนึ่งภายหลังที่ได้รับปริญญาแล้ว
(2) อนุปริญญา ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรในสาขา วิชาใดสาขาวิชาหนึ่งก่อนถึงขั้นได้รับปริญญาตรี
(3) ประกาศนียบัตร ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาเฉพาะวิชา
มาตรา 57 สถาบันมีอำนาจให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่บุคคลซึ่ง สถาบันเห็นว่า ทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้น แต่จะให้ปริญญาดังกล่าว แก่คณาจารย์ประจำ ผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ในสถาบัน นายกสภาประจำ สถาบัน กรรมการสภาประจำสถาบันในขณะที่ดำรงตำแหน่งนั้นมิได้
ชั้น สาขาของปริญญากิตติมศักดิ์ และหลักเกณฑ์การให้ปริญญา กิตติมศักดิ์ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน
มาตรา 58 คณะกรรมการสภาสถาบันอาจกำหนดให้มีครุย วิทยฐานะและเข็มวิทยฐานะเป็นเครื่องหมายแสดงวิทยฐานะของผู้ได้รับ ปริญญาประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรได้ และอาจกำหนดให้มีครุยประจำตำแหน่งประธานกรรมการสภาสถาบัน รองประธานกรรมการสภาสถาบัน กรรมการสภาสถาบัน นายกสภา ประจำสถาบัน กรรมการสภาประจำสถาบัน และครุยประจำตำแหน่ง คณาจารย์ประจำในสถาบันได้
การกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของครุย วิทยฐานะเข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่ง ให้ตราเป็น พระราชกฤษฎีกา
ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่ง จะใช้ใน โอกาสใด โดยมีเงื่อนไขอย่างใด ให้เป็นไปตามข้อบังคับของ คณะกรรมการสภาสถาบัน
มาตรา 59 คณะกรรมการสภาสถาบันอาจออกข้อบังคับ กำหนดให้มีเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของคณะกรรมการสภา สถาบัน หรือเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของสถาบันได้โดยประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา
สภาประจำสถาบันอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีเครื่องแบบ เครื่องหมายหรือเครื่องแต่งกายนักศึกษาได้ โดยประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา

หมวด 5 บทกำหนดโทษ


มาตรา 60 ผู้ใดใช้ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยาฐานะ ครุยประจำ ตำแหน่ง เครื่องหมายของสถาบัน เครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่อง แต่งกายนักศึกษา โดยไม่มีสิทธิที่จะใช้ หรือแสดงด้วยประการใด ว่าตนมีตำแหน่ง ปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา หรือ ประกาศนียบัตรของสถาบัน โดยที่ตนไม่มี ถ้าได้กระทำเพื่อให้บุคคลอื่น เชื่อว่าตนมีสิทธิที่จะใช้ หรือมีตำแหน่ง หรือมีวิทยฐานะเช่นนั้น ต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับผู้ใดใช้ ปลอม เลียน ซึ่งเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของคณะ กรรมการสภาสถาบัน หรือเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของสถาบัน ไม่ว่า จะทำเป็นสีใด หรือทำด้วยวิธีใด หรือทำให้ปรากฏที่วัตถุหรือสินค้าใด โดยมิได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการสภาสถาบันหรือสถาบัน แล้วแต่กรณี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

บทเฉพาะกาล


มาตรา 61 ในระยะเริ่มแรกให้คณะกรรมการสภาสถาบัน ประกอบด้วย
http://www.kodmhai.com/imeg/4/1/Spac1.gif(1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมอบหมาย เป็นประธานกรรมการสภาสถาบัน
http://www.kodmhai.com/imeg/4/1/Spac1.gif(2) ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองประธานกรรมการสภา สถาบัน
http://www.kodmhai.com/imeg/4/1/Spac1.gif(3) กรรมการสภาการฝึกหัดครูตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู (ฉบับที่ 2)  พ.ศ. 2527  มาตรา10 (3) (4) (5) และ (6) ซึ่งดำ รงตำแหน่ง อยู่ในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ เป็นกรรมการสภาสถาบัน
http://www.kodmhai.com/imeg/4/1/Spac1.gif(4) เลขาธิการสภาสถาบันราชภัฏ เป็นกรรมการและเลขานุการ
ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการสภาสถาบันตาม (3) ปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่า จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า แต่ง ตั้ง กรรม การสภาสถาบันผู้ทรง คุณวุฒิหรือได้มีการเลือกกรรม การสภาสถาบันตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ พระราช บัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 62 ในระยะเริ่มแรกให้สภาประจำสถาบัน ประกอบด้วย
http://www.kodmhai.com/imeg/4/1/Spac1.gif(1) เลขาธิการสภาสถาบันราชภัฏ หรือรอง เลขาธิการสภาสถาบัน ราชภัฏที่เลขาธิการสภาสถาบันราชภัฏมอบหมาย เป็นนายกสภาประจำ สถาบัน
http://www.kodmhai.com/imeg/4/1/Spac1.gif(2) อธิการผู้ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่พระ ราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นอุปนายกสภาประจำสถาบัน
http://www.kodmhai.com/imeg/4/1/Spac1.gif(3) กรรมการประจำวิทยาลัยครูตามพระ ราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2527  มาตรา 19 (2) (3) (4) และ (5) ซึ่ง ดำรงตำแหน่ง อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นกรรมการประจำสถาบัน
http://www.kodmhai.com/imeg/4/1/Spac1.gif(4) ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี เป็นกรรมการและเลขานุการ
ทั้งนี้ ให้นายกสภาประจำสถาบันและกรรม การสภาประจำสถาบัน ตามวรรคหนึ่งปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าจะ ได้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้า แต่งตั้งนายกสภาประจำสถาบันหรืออธิการบดีหรือได้มีการเลือกหรือได้ มีการแต่งตั้งกรรมการสภาประจำสถาบัน ตามพระ ราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้อง ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับ แต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 63 ให้กลุ่มวิทยาลัยครูที่ดำเนินกิจการอยู่ในวัน ที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นกลุ่มสถาบัน ตาม มาตรา
9 และ ให้กรรมการใน คณะกรรมการกลุ่มวิทยาลัยครูตามข้อบังคับ สภาการฝึกหัดครู ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่พระราช บัญญัตินี้ ใช้บังคับยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า จะได้มีการจัดตั้งกลุ่ม สถาบันขึ้นใหม่ตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภา สถาบัน ตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่ง ร้อยแปดสิบวันนับแต่วัน ที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 64 ให้ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับคงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า แต่งตั้งอธิการบดีตามพระราชบัญ ญัตินี้ ซึ้งต้อง ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีอยู่ใน วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าผู้ดำรงตำแหน่งอธิการจะพ้นจากตำแหน่ง ตามวรรคหนึ่ง
มาตรา 65 การนับวาระการดำรงตำแหน่งของอธิการบดีตาม มาตรา
35 หรือคณบดีตาม มา ตรา 42 ให้นับ วันที่ได้รับ แต่งตั้งให้ ดำรงตำแหน่งตามพระราช บัญญัตินี้เป็นวาระแรก
มาตรา 66 ให้สำนักงานอธิการตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญ ญัติวิทยาลัยครู (ฉบับที่ 2)  พ.ศ. 2527 เป็นสำนักงานอธิการบดีตาม พระราชบัญ ญัตินี้และให้ผู้ดำรง ตำแหน่งหัวหน้าสำนักงาน อธิการอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีตาม พระราชบัญ ญัตินี้
ให้ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีตามว รรคหนึ่ง ซึ่งดำรงตำแหน่ง อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับคงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะได้ แต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงาน อธิการบดี ตามพระ ราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้อง ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 67 ให้คณะวิชาตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิทยาลัย ครู (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2527 เป็น คณะตามพระราชบัญญัตินี้ และให้ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะวิชาอยู่ในวัน ที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นคณ บดีตามพระ ราชบัญญัตินี้
ให้คณบดีตามวรรคหนึ่ง ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับคงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะได้แต่งตั้งคณบดีตามพระราช บัญญัตินี้ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อย แปดสิบ วันนับแต่ วันที่พระราช บัญญัตินี้ ใช้บังคับ
ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าคณะวิชาอยู่ในวัน ที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับเป็นรองคณบดีตามพระราช บัญญัตินี้ และให้ดำรงตำแหน่งไป จนกว่าผู้ดำรงตำแหน่งคณบดีจะพ้น จากตำแหน่ง
มาตรา 68 ให้หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นเพื่อส่งเสริมวิชาการ ตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 แก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราช บัญญัติวิทยาลัยครู (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 25 27 เป็น หน่วยงานที่เรียกชื่อ อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะตามพระ ราชบัญญัตินี้ และให้ผู้ดำรง ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่าง อื่นเพื่อ ส่งเสริมวิชาการอยู่ ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่มีฐานะเทียบเท่าคณะตามพระราช บัญญัตินี้ จนกว่าจะ มีการแต่งตั้ง หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มี ฐานะเทียบเท่าคณะตามพระราช บัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปด สิบวันนับ แต่วันที่ พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับ
มาตรา 69 ให้ผู้ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตรา จารย์ ผู้ ช่วยศาสตราจารย์ อาจารย์ และอาจารย์พิเศษของวิทยาลัยครูอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับ เป็นศาสตราจารย์ ศาสตรา จารย์พิเศษ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตรา จารย์ อาจารย์ และอาจารย์พิเศษ แล้วแต่กรณี ต่อไปตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 70 บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือน ถึงหลักสูตรและสิทธิของผู้ซึ่งได้รับปริญญา อนุปริ ญญา ประกาศนียบัตร และหลักฐานแสดงผลการศึกษาอื่น ของวิทยา ลัยครูตามพระราชบัญญัติ วิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่ม เติมโดยพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2527 ซึ่งมีอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 71 ในระหว่างที่ยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกา หรือออก ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ระเบียบ หรือข้อบังคับ เพื่อปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้ ให้นำพระราชกฤษฎี กา ประ กาศกระทรวงศึกษาธิการ ระเบียบหรือข้อบังคับของสภา การฝึก หัดครูและระเบียบหรือข้อบังคับ ของวิทยาลัยครูที่ใช้อยู่ในวันที่พระราช บัญญัตินี้ ใช้บังคับมาใช้บังคับโดย อนุโลม

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี

*หมายเหตุ :-  เหตุผล ในการประกาศใช้พระ ราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก วิทยาลัยครูที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 ได้รับ พระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชว่า "สถาบัน ราชภัฏ" ประกอบกับในปัจจุบันวิทยาลัยครู ได้ให้การศึกษาสาขา วิชาอื่นนอกเหนือจากการให้การศึกษาในสาขาวิชาการศึกษา นอกจากนี้ สมควรให้สถาบันราชภัฏมีความอิสระ และความ คล่องตัว ทั้งในด้านการ ดำเนินการของสถาบันและเปิดสอนในระดับการศึกษาที่สูงกว่าปริญญาตรี ได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

Online appointment
Let's Talk!
Click below to make an appointment to speak on the phone, video-call by Skype, or visit our office.
Schedule Now